more
Director of ThaiGCD
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ
ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป
go to facebook go to twitter
ช่องทางรับข่าวสาร
more
แบบสำรวจความคิดเห็น

โรคไข้เลือดออกอีโบลา (Ebola hemorrhagic fever) 08 ธ.ค. 2553 - 887 ครั้ง

ข้อมูลวิชาการ :  อีโบลาเป็นโรคที่มีความรุนแรงมากที่สุดโรคหนึ่ง  มีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 50-90

เชื้อสาเหตุ : ไวรัสอีโบลา (Ebola virus) ปัจจุบันพบไวรัสอีโบลารวม 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ซาอีร์   ซูดาน   เรสตัน   และสายพันธุ์ใหม่ซึ่งพบที่ไอโวรี่ โคสท์

แหล่งรังโรค : ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่คาดว่าสัตว์ป่าในป่าฝนหรือป่าร้อนชื้นของอัฟริกาและเอเซีย น่าจะเป็นแหล่งรังโรค  ขณะนี้กำลังมีการศึกษาในเรื่องนี้อยู่ในสาธารณรัฐคองโก และไอโวรี่ โคสท์ และเชื่อว่าลิงเป็นแหล่งโรค  โดยลิงได้รับเชื้อมาก่อน แล้วจึงแพร่เช้อมาสู่คนอีกต่อหนึ่ง

การติดต่อ : ติดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด  สารคัดหลั่ง  อวัยวะภายใน  และอสุจิของผู้ป่วย (อาจมีเชื้อนานถึง 7 สัปดาห์หลังหายป่วย)  การแพร่มักเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือด   และมีเลือดออกจากทวารต่างๆ และพบการติดเชื้อจากการจับต้องซากลิงซิมแปนซีในการระบาดที่ไอโวรี โคสท์  และกาบอง

ระยะฟักตัว  :  2 ถึง 21 วัน

อาการ : ไข้สูงทันทีทันใด  อ่อนเพลีย  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดศีรษะ  เจ็บคอ  ตามด้วยอาเจียน  ท้องเสีย  มีผื่นตามผิวหนัง  ตับและไตวาย  และอาจพบอาการของระบบประสาทส่วนกลางด้วย  ในช่วงท้ายๆ จะมีเลือดออกทั่วไปตามอวัยวะภายใน  ปาก  และจมูก

การวินิจฉัย : เป็นเชื้อที่ต้องตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการพิเศษ  ที่มีมาตรการชีวนิรภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการติดเชื้อระดับสูงสุด  ใช้การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ หรือการแยกเชื้อจากเลือด  ขณะนี้ยังไม่มีการผลิตชุดตรวจวินิจฉัยโรคนี้ออกจำหน่าย

การควบคุมการระบาด :

  1. จัดห้องแยกรักษาผู้ป่วยและใช้ มาตรการป้องกันการติดเชื้อเข้มงวด ร่วมไปกับเทคนิก การป้องกันการแพร่หรือการติดเชื้อในโรงพยาบาล  โดยการใช้เครื่องป้องกันชนิดพิเศษ เช่น ชุดกาวน์ยาวกันน้ำได้  ผ้าปิดจมูก  แว่นตากันเชื้อ  หมวก  ถุงมือยาว  ผ้ากันเปื้อน  รองเท้าบู๊ทยาว  และต้องจัดห้องแยกผู้ป่วยที่ติดป้ายห้ามเข้าให้เห็นชัดเจน  มีอ่างล้างมือหน้าห้อง  เป็นตน
  2. บุคลากรที่สงสัยว่าติดเชื้อ ต้องอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยการวัดอุณหภูมิร่างกายวันละ 2 ครั้ง  ถ้ามีไข้สูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียส  ต้องแยกเพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาทันที
  3. การติดตามค้นหาผู้ป่วยรายใหม่และผู้สัมผัสโรคนาชุมชนอย่างเร่งด่วน และเฝ้าระวังผู้สัมผัสโรคนาน 3 สัปดาห์  ถ้ามีไข้ต้องรีบรายงานตัวทันที
  4. เกณฑ์ชี้วัดการสิ้นสุดการระบาด  ใช้การเฝ้าระวังเชิงรุกนับจากพบผู้ป่วยรายสุดท้ายเป็นเวลาอย่างน้อย 42 วัน  (สองเท่าของระยะฟักตัว)  แล้วไม่พบผู้ป่วยรายใหม่

การป้องกันการแพร่โรคเข้าประเทศ  :   เข้มงวดการนำเข้าลิงจากพื้นที่เกิดโรค และการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศ  องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ห้ามการเดินทางเข้าหรือออกจากประเทศช่วงเกิดการ ระบาด  และเห็นว่าการใช้มาตรการทั่วๆ ไปสำหรับการป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศก็เพียงพอแล้ว  เช่น การสังเกตอาการผู้โดยสารในเที่ยวบินจากประเทศเกิดโรค  การให้คำแนะนำเรื่องบริการรักษาพยาบาล  และสามารถติดตามได้หากมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น

ประวัติการระบาด

 โรคไข้เลือดออกอีโบลา  มีการระบาด เกิดขึ้นในเขตชนบทใกล้ป่าฝนหรือป่าร้อนชื่นในทวีปอัฟริกา  นับรวมถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยแล้วมากกว่า 1,500 ราย  และเสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย

  1. ปี พ.ศ.2519 : ในช่วงกลางปี เกิดการระบาดครั้งแรกที่เมืองซารา (Nzara) ทางตอนใต้ของซูดาน  เกิดจากเชื้อ ไวรัสอีโบลาซูดาน (Ebola-Sudan) มีผู้ป่วยมากกว่า 284 ราย  เสียชีวิต 117 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 41)
  2. ต่อมาในช่วงปลายปีเดียวกัน   ห่างออกไปประมาณ 800 ไมล์     เกิดการระบาดที่เมืองยากูบุ (Yamkubu) ทางตอนเหนือของซาอีร์  (ปัจจุบัน คือ สาธารณรัฐคองโก)   เกิดจากเชื้อ ไวรัสอีโบลา  ซาอีร์  (Ebola-Zaire) มีผู้ป่วย 318 ราย เสียชีวิต 280 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 88)
  3. ปี พ.ศ.2522 :  ระบาดในพื้นที่เดิมของซูดาน ป่วย 32 ราย ตาย 22 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 68)
  4. ปี พ.ศ.2532-33  :  พบการระบาดในลิง Cynomologous จากฟิลิปปินส์ที่นำเข้าสหรัฐอเมริกา มีลิงป่วยและตายหลายตัว จากการตรวจซีรั่มของผู้ดูแลลิงในช่วงการขนส่ง  พบมีการติดเชื้อ (มีแอนติบดดี)   อย่างน้อย 4 คน   แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต    ผลการแยกเชื้อจากลิงที่กักขังไว้สังเกตอาการที่เมืองเรสตัน (รัฐเวอร์จิเนีย)   พบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า อีโบลาเรสตัน (Ebola-Reston)  ซึ่งทำให้องค์การอนามัยโลกต้องออกมาเตือนทุกประเทศให้เข้มงวดการนำเข้าลิง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิงจากทวีป อัฟริกาและเอเซีย
  5. ปี พงศ.2538 :  มีการระบาดใหญ่อีกครั้งในซูดาน  ที่เมืองคิกวิท (Kikwit) ป่วย 315 ราย ตาย 244 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 77)  มีบุคลากรที่ติดเชื้อขณะดุแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลอีกครั้ง  องค์การอนามัยโลกและศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่เมือง แอตแลนตา  ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาด้านระบาดวิทยา และช่วยควบคุมการระบาด
  6. ต่อมามีการระบาดเล็กประปรายในประเทศอื่นๆ    เช่น ไอโวรี่ โคสท์     (มีผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย และลิงซิมแปนซีป่วยหลายตัว พบสายพันธุ์ใหม่  ซึงยังไม่มีข้อมูลการศึกษามากนัก)  และกาบอง  พบการระบาดครั้งแรกในปี 2537 และระบาดอีก 2 ครั้งในปี 2539
  7. ปี 2543-2544  :  เกิดการระบาดครั้งแรกในยูกันดา  ที่เมืองกูลู (Gulu)  และเมืองบารารา (Mbarara) อยู่นานราว 5 เดือน  มีผู้ป่วยมากกว่า 426 ราย เสียชีวิต 224 ราย  (อัตราป่วยตายร้อยละ 52.6)
  8. ปลายปี 2544   :   เกิดไข้เลือดออกอีบาระบาดในหมู่บ้านชายแดนของกาบอง     (ป่วย 18 ราย) และสาธารณรัฐคองโก (ป่วย 12 ราย)  รวมมีผู้ป่วยยืนยัน (confirmed case) 30 ราย เสียชีวิต 22 ราย  และมีผู้สัมผัส (สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย) อีก 182 ราย  ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2545  มีการระบาดในคองโกอีก  และในขณะนี้ (กุมภาพันธ์ 2546) กำลังมีการระบาดของโรคที่สงสัยว่าเป็นอีโบลาทางตอนเหนือของคองโก  ใกล้ชายแดนกาบอง  ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 38 ราย)

ไฟล์ดาวน์โหลด

Credit by คุณ
© 2010 Bureau of General Communicable Disease. All rights reserved
E-mail : webmaster@thaigcd.ddc.moph.go.th

สถิติผู้เข้าชม

ผู้เข้าชม295909 คน
การแสดงหน้าเว็บ758950 ครั้ง