index_new

Untitled Document
จำนวนผู้เข้าชม

  .

กลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ

ไข้เหลือง (Yellow fever)

ไข้เหลือง   เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปอัฟริกา  และอเมริกา     มาตั้งแต่ 400 ปีก่อน  อาการของโรคมีได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยจนถึงรุนแรงและเสียชีวิต  คำว่า “เหลือง” มาจากอการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย  ถึงแม้จะมีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลดีใช้มานาน 60 ปี  แต่จำนวนของผู้ติดเชื้อในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ยังเพิ่มขึ้น  ทำให้โรคไข้เหลืองกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในปัจจุบัน  

 สาเหตุของโรค  โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสไข้เหลือในกลุ่ม flavivirus ในอัฟริกา  แยกตามพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เป็น 2 genetic types ในอเมริการใต้มี 2 types  อย่างไรก็ตามนับแต่ปี ค.ศ.1974  ที่อเมริกาใต้พบเพียง type เดียวที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการระบาดของโรคไข้เหลือง

 อาการ   เชื้ออาศัยอยู่ในร่างกายของคน  โดยมีระยะฟักตัว 3-6 วัน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก (acute phase) จะมีอาการไข้  ปวดกล้ามเนื้อร่วมกับปวดหลัง  ปวดศีรษะ  หนาวสั่น  เบื่ออาหาร  คลื่นไส้  อาเจียน  พบบ่อยว่าผู้ป่วยจะมีไข้สูงร่วมกับชีพจรเต้นช้าผิดปกติ  หลังจาก 3-4 วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตาม 15%  ของผู้ป่วยจะข้าสู่ระยะสอง (toxic phase)  ภายใน 24 ชั่วโมง จะมีอาการไข้กลับ  ตัวเหลือง  ปวดท้อง  อาเจียน  มีเลือดออกจากปาก  จมูก  ตา  กระเพาะอาหาร  ทำให้อาเจียน  และถ่ายเป็นเลือด  จนถึงไตวาย  มีโปรตีนปัสสาวะ (albuminuria)  และปัสสาวะไม่ออก (anuria) ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยระยะโลหิตเป็นพิษจะเสียชีวิตภายใน 10-14 วัน ที่เหลือจะหายเป็นปกติโดยอวัยวะต่างๆ ไม่ถูกทำลาย

 การวินิจฉัยแยกโรคไข้เหลืองค่อนข้างยาก  โดยเฉพาะในระยะแรกจะมีอาการคล้ายโรคมาลาเรียร  ไทฟอยดื  ริคเกตเซีย  ไข้ลาสสา (Lassa) ไข้เด็งกี่  เลปโตสไปโรซิส  ตับอักเสบ  หรือการได้รับสารพิษ เช่น  คาร์บอนเตตราคลอไรด์  การวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทำในรายที่สงสัยโดยการเจาะเลือดตรวจโดย serology assays  เพื่อหาแอนติบอดีต่อไข้เหลือ

พื้นที่เกิดโรค  ในพื้นที่เขตร้อนแถบอัฟริการและอเมริกาที่มีไข้เหลืองเป็นโรคประจำถิ่น  จะมีเชื้อไวรัสคงอยู่ทั่วไปในระดับต่ำ แต่สามารถแพร่ขยายเกิดเป็นการระบาดได้ ในช่วงต้นของศตวรรษนี้  เคยมีการระบาดเกิดขึ้นในยุโรป  หมู่เกาะคาริบเบียน  อเมริกาเหนือและอเมริกากลาง  ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่ปรากฏเชื้อไวรัสในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว  แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดได้  มีประชากร 468 ล้านคนใน 33 ประเทศ   บริเวณ 15 องศาเหนือ  ถึง 10 องศาใต้    จากเส้นศูนย์สูตรของทวีปอัฟริกาที่เสี่ยงต่อโรคไข้เหลือง      ในทวีปอเมริกา    ไข้เหลืองเป็นโรคประจำถิ่นใน 9 ประเทศแถบอเมริกาใต้    และที่หมู่เกาะคาริบเบียน ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่  โบลิเวีย  บราซิล  โคลัมเบีย  เอกวดอร์  และเปรู  ประมาณว่ามีผู้ป่วย 200,000 ราย และเสียชีวิต 30,000 รายต่อปี  อย่างไรก็ตาม  จำนวนผู้ป่วยดังกล่าวเป็นเพียงส่วนน้อยที่มีการรายงาน  และยังมีการพบผู้ป่วยในประเทศที่ปลอดจากไข้เหลือง (imported cases) ถึงแม้ไม่เคยมีรายงานไข้เหลือในทวีปเอเซีย  แต่ทวีปนี้ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากยุงและลิง

 การติดต่อ  การติดเชื้อเกิดในคนและลิง  โดยติดต่อจากคนสู่คน (horizontal transmission) และมียุง Aedes และ Haemogogus (พบในทวีปอเมริกาเท่านั้น)  ซึ่งสามารถปล่อยเชื้อผ่านไปยังไข่ที่จะกลายเป็นลูกยุงต่อไป (Vertical transmission)  ดังนั้น ยุงจึงเป็นแหล่งรังโรคที่แท้จริงของไวรัสไข้เหลือ  ยุงเหล่านี้มีทั้งยุงบ้านและยุงป่า  ในอดีตเชื่อว่า การควบคุมโรคที่ได้ผล คือ การกวาดล้ารงแหล่งที่อยู่ของยุงโดยเฉพาะในอเมริกาใต้ อย่างไรก็ตาม 30 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผลและจำนวนประชากรยุงกลับเพิ่มขึ้น  ทำให้เกิดการระบาดของไข้เหลือง

 การติดเชื้อในคน  มีวงจรการติดต่อได้ 3 แบบ คือ ในป่า (sylvatic) กึ่งป่ากึ่งเมือง (intermediate)  และในเมือง (urban)  ทั้ง 3 วงจรพบในอัพริกา  แต่ในอเมริกาใต้พบเฉพาะ sylvatic กับ urban

ไข้เหลืองในป่า (sylvatic หรือ jungle) พบแถบ savannahs ของทวีปอัฟริกา  ซึ่งมีอากาศกึ่งชุ่มชื้น   ทำให้มีการระบาดเกิดขึ้นบ้าง   แต่จะแตกต่างจากการระบาดในเมือง   เนื่องจากหมู่บ้านจะอยู่ห่างกัน  ทำให้มีผู้เสียชีวิตน้อย  โดยยุง (Semi-domestic) รับเชื้อจากคนและลิง  พื้นที่บริเวณนี้บางทีเรียก zone of emergence เพราะมีการสัมผัสระหว่างคนกับยุงที่มีเชื้อซึ่งทำให้เกิดโรคเพิ่มขึ้น  รูปแบบการระบาดในลักษณะนี้พบมากที่สุดในอัฟริกาในปัจจุบัน และยังสามารถเปลี่นรูปแบบการระบาดเป็นแบบรุนแรงในเมืองใต้ (severe urban-type) ถ้ามีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแพร่เชื้อ (มียุงบ้านและคนไม่ได้รับวัคซีน)

ไข้เหลืองในเมือง (urban)  การระบาดใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวที่ติดเชื้อข้าไปแพร่เชื้อในชุมชนที่มีประชากรอยู่หนาแน่น  ยุงลายตามบ้าน (Aedes aegypti) จะเป็นพาหะนำเชื้อจากคนสู่คน  การระบาดรูปแบบนี้จะทำให้เกิดการแพร่กระจายเป็นวงกว้างได้

 การรักษา ไม่มีการรักษาที่จำเพาะสำหรับโรคไข้เหลือง  เน้นการรักษาตามอาการด้วยการให้ยาลดไข้และสารน้ำทางปาก  เพื่อลดไข้และทดแทนภาวะขาดน้ำ

 การป้องกัน  การฉีดวัคซีนเป็นมาตรการเดียวที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไข้เหลือง  ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของวัคซีนต่ำ  จะต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและมีการควบคุมโรคที่รวดเร็ว  มาตรการกำจัดยุงยังจำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสจนกว่าจะมีการฉีดวัคซีนได้ครอบคลุม

วัคซีนไข้เหลืองเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิผลสูง 95% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคภายใน 1 สัปดาห์ วัคซีน 1 เข็ม สามารถป้องกันโรคได้ 10 ปี และอาจอยู่ได้ถึงตลอดชีวิต  ผลข้างเคียงของวัคซีนพบน้อยมาก  และส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน  จึงไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในเด็กกลุ่มนี้  มี 17 ประเทศในอัฟริการที่มีแผนการให้วัคซีนไข้เหลืองแก่เด็กทั่วประเทศตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก  โดยฉีดให้แก่เด็กช่วงอายุ 9 เดือน (ให้พร้อมวัคซีนหัด)

ผลจากการรณรงค์ให้วัคซีนระหว่างปี ค.ศ.1939-1952  ทำให้ไข้เหลือเกือบหมดไปจาก French West Africa   นอกจากนี้ประเทศแกมเบีย    ซึ่งเคยมีการระบาดของไข้เหลือในช่วง ค.ศ.1979-1980 และได้มีมาตรการรณรงค์ให้วัคซีนช่วงระบาด        รวมไปถึงการบรรจุแผนการให้วัคซีนไข้เหลืองแก่เด็กทั่วประเทศในเวลาต่อมา  ทำให้ไม่มีรายงานการพบผู้ป่วยตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา  แม้จะยังคงมีเชื้อไวรัสในสิ่งแวดล้อมก็ตาม     และในปี 1997   แกมเบียมีความครอบคลุมของวัคซีนถึง 91%    ทั้งนี้ การให้วัคซีน ครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 80% จะสามารถป้องกันการระบาดในประเทศทีมีไข้เหลืองเป็นโรคประจำถิ่น  อย่างไรก็ตามประเทศส่วนใหญ่ในอัฟริกายังไม่ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มความครอบคลุมให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

วัคซีนไข้เหลืองยังถูกแนะนำให้ฉีดแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยง  ปัจจุบันมีหลายประเทศโดยเฉพาะทวีปเอเซีย  ที่ผู้เดินทางจากประเทศในทวีปอัฟริกาและอเมริกาใต้  ต้องมีใบรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนเดินทางเข้าประเทศ

การเฝ้าระวังโรค  เนื่องจากมาตรการให้วัคซีนยังไม่มีความครอบคลุมเพียงพอในหลายประเทศ  ทำให้มาตรการค้นหาผู้ป่วยและการควบคุมโรคเชิงรุก  (การรณรงค์ให้วัคซีนกรณีพิเศษ) มีความจำเป็นในการควบคุมการระบาดของโรค  และยังต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังโรค  เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 3 ถึง 250 เท่า ยังไม่มีการรายงาน (under reporting) ระบบเฝ้าระวังจึงต้องมีความไวเพียงพอที่จะค้นหาและสอบสวนผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้ป่วยที่ควรสงสัยโรคไข้เหลือง ได้แก่ ผู้ที่มีอาการไข้ฉับพลัน  ตามมาด้วยตัวเหลืองภายใน 2 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มป่วย  ร่วมกับอาการเลือดออกหรือเสียชีวิตใน 3 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มป่วย

นอกจากนี้ ความพร้อมของห้องปฏิบัติการก็มีความจำเป็นในการยืนยันผลการวินิจฉัยผู้ป่วย  ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทุกประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต้องมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสไข้เหลืองได้อย่างน้อย 1 แห่ง  การตรวจยืนยันพบผู้ป่วยเพียง 1 ราย ก็ถือเป็นข้อบ่งชี้ว่ามีการระบาดเกิดขึ้น  ทีมสอบสวนโรคจะต้องดำเนินการสืบค้นและกำหนดมาตรการควบคุมการระบาดที่เหมาะสมต่อไป (เช่น  การให้วัคซีน  การกำจัดยุงลาย)  และรวมไปถึงการกำหนดแผนการให้วัคซีนแก่เด็กในระยะยาว

มาตรการควบคุมยุง  โดยทั่วไป การกำจัดแหล่งเพราะพันธุ์ยุงที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการควบคุมโรคที่ติดต่อผ่านยุงให้ได้ผล  แต่สำหรับการป้องกันและควบคุมไข้เหลืองนี้นมาตรการหลัก คือ การให้วัคซีน  เนื่องจากการกำจัดยุงป่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อในป่า (sylvatic) ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก  การพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงแก่ในช่วงการระบาดอาจหยุดยั้งการแพร่ติดต่อของเชื้อไวรัสในช่วงแรก  จนกว่าจะมีความครอบคลุมของการสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ให้เมื่อเกิดการระบาด

บทสรุป  ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  มีการระบาดของไข้เหลืองเพิ่มขึ้น  และมีรายงานผู้ป่วยจากประเทศต่างๆ มากขึ้น  อีกทั้งแหล่งที่อยู่และจำนวนยุงก็เพิ่มขึ้นด้วย  ทวีปอัฟริกาและอเมริกาเป้นพื้นที่เสี่ยงที่ยังมีประชากรที่ยังไม่ได้รับวัคซีน  การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลก   เช่น  ป่าลดลง   ชุมชนเมืองเพิ่มขึ้น  ทำให้โอกาสที่จะสัมผัสกับยุงและเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  นอกจากนี้  ความสะดวกในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก มีบทบาทต่อการแพร่กระจ่ายของดรค  ดังนี้น มาตรการควบคุมป้องกันโรคหลัก คือ การให้วัคซีนในประชากรกลุ่มเสี่ยง  การปรับปรุงระบบเฝ้าระวัง   และการเตรียมความพร้อมรับการระบาด

 กลับหน้าหลัก


กลุ่มงาน / ฝ่าย | ความรู้เรื่องโรคติดต่อ | Disease Alert | ข่าวประชาสัมพันธ์ | Website | ค้นหา | Contact us

Copyright 2003 - Bureau of General Communicable Disease - All right Reserved